กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


กรุงเทพ

พระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สุดของงานสถาปัตยกรรมไทย

 

การเดินทางมายังบริเวณท้องสนามหลวง    ในวันธรรมดาคนไม่มากสามารถนำรถส่วนตัวมาจอดบริเวณใกล้ๆได้      เราเลือกมาจอดที่วัดมหรรฌพาราม ชม.ละสิบบาท  ใกล้ๆกันก็มีที่จอดรถของศาลเจ้าพ่อเสือ

สำหรับผู้ที่จะเข้าร่วมชมต้องผ่านจุดคัดกรอง 5 จุด คือ บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) บริเวณท่าช้าง บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม ประเมินจำนวนคนที่จะเข้าร่วมนิทรรศการไว้วันละ 1 แสนคน โดยกำหนดเวลาเข้าชมรอบละ 45 นาที-1 ชั่วโมง  ช่วงวันธรรมดารอคิวไม่นานประมาณ 40นาที แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ จะรอนานกว่าพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมีเวทีมหรสพจัดแสดง 2 ช่วงเวลา 18.00 – 19.30 น. และเวลา 20.00-22.00 น.. และทุกวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 19.00 -20.00 น.จะมีการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม

 

            พระเมรุมาศ คือสถาปัตยกรรมชั่วคราวมีขนาดสูงใหญ่ ใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชชินี พระราชนนี พระบวรราชเจ้า พระยุพราช ซึ่งลักษณะของพระเมรุมาศ ที่ปรากฏ จะมีการสร้างเพียง 2 รูปแบบคือพระเมรุมาศทรงปราสาท และพระเมรุทรงบุษบก

โดยพระเมรุมาศทรงปราสาท ถูกสร้างขึ้นในระหว่างรัชกาลที่ 1 – 4 มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ  พระเมรุมาศทรงปราสาทยอดปรางค์ และพระเมรุมาศทรงปราสาทยอดมณฑป และเป็นแบบแผนในงานพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3 ) สืบจนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 )

จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสร้างพระเมรุมาศทรงปราสาท มาเป็นรูปแบบพระเมรุมาศทรงบุษบก ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ของพระเมรุมาศตามแบบแผนกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปตามพระราชปณิธานของพระเจ้าอยู่หัว ร.5

ที่พระองค์มีพระราชดำริที่จะไม่ก่อสร้างพระเมรุมาศยิ่งใหญ่เช่นแต่ก่อน มองว่าการก่อสร้างปราสาทเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น โดยดัดแปลงอาคารปราสาทเป็นเรือนบุษบกบัลลังก์ หรือเป็นการขยายพระเมรุทอง ในปราสาทเป็นเรือนบุษบกบัลลังก์แต่เดิมให้ใหญ่ขึ้น แวดล้อมด้วยเมรุราย 4 ทิศ ลดรูปเป็นคดซ่าง ระเบียง ทับเกษตร

สำหรับพระเมรุมาศทรงบุษบกนี้ ได้นำมาใช้งานพระบรมศพองค์พระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 5 – 9 ยกเว้นงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ถวายพระเพลิง ณ สุสานในประเทศอังกฤษ ซึ่งพระเมรุมาศทรงบุษบก ถือเป็นแบบพระเมรุมาศสำหรับกษัตริย์เท่านั้น

พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เป็นสถาปัตยกรรมทรงบุษบกยอดปราสาท 9 ยอด มีความสูง  ขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 60 เมตร สูง 55 เมตร เท่ากับตึก 17 ชั้น การจัดสร้างพระเมรุมาศ ดำเนินการโดยกรมศิลปากร ถือเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 100 ปี  ออกแบบตามหลักราชประเพณีโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ ใช้แนวคิดคติไตรภูมิ คัมภีร์พุทธศาสนา ความเชื่อพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนสมมติเทพตามระบบเทวนิยมมีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ดำเนินการออกแบบ

 

การปรับภูมิทัศน์ด้านทิศเหนือ ทางเข้าออกหลักพระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบแปลงนาข้าวบนเนื้อกว่า 1 ไร่ ขอบคันนาออกแบบเป็นสัญลักษณ์เลขเก้าไทย มีสีทอง ส่วนผสมเป็นดินจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ สื่อความหมายถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยชาวนาและเป็นต้นแบบความพอเพียงแก่พสกนิกรบนรากฐานการทำเกษตรกรรม

โดยนายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรเป็นรูปทรงบุษบกตามแบบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่พระเมรุมาศครั้งนี้มี 9 ยอด ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยปรากฎมา เพื่อให้สมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ยอดบุษบกใหญ่เป็นที่ตั้งพระจิตกาธาน พื้นที่โดยรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 60 เมตร มีบันไดทั้ง 4 ด้าน ฐานยกพื้นสูง 3 ชั้น ชั้นบนทั้งสี่ประกอบด้วยบุษบกซ่าง มีชั้นเชิงกลอนห้าชั้น สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และฐานชั้นที่ 2 ทั้ง 4 มุม เป็นหอเปลื้องซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน

แต่ละชั้นฐานชาลาของพระเมรุมาศ ประดับด้วยฉัตร ประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล เทวดานั่ง – ยืน อัญเชิญฉัตร ถือบังแทรก งานเขียนฉากบังเพลิง และจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เหล่าเทวดาใต้ท้องไม้ เกรินบันไดนาค และรอบชั้นลานอุตราวัฏมีการจัดสร้างสระอโนดาต ที่อยู่อาศัยของสัตว์หิมพานต์ ตระกูลช้าง ม้า โค สิงห์ มีความงดงามเปรียบดั่งเขาพระสุเมรุ ที่รายรอบด้วยทิวเขาสัตบริภัณฑ์

 

                   พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ โดยโครงสร้างพระเมรุมาศ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

                                 ลานอุตราวรรต หรือ พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ มีสระอโนดาดทั้งสี่ทิศและเขามอจำลอง ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง โค สิงห์  ม้า และสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ
       

         

   ฐานชาลาชั้นที่ 1      เป็นชั้นล่างสุด มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ และมีเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรก ส่วนที่มุมทั้งสี่ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน
    ฐานชาลาชั้นที่ 2      มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

            ฐานชาลาชั้นที่ 3      ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม จำนวน 132 องค์โดยรอบ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้งสี่ของฐานชั้นที่ 3 นี้ เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ
                           จุดกึ่งกลางชั้นบนสุด มีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร (ม่าน) และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ที่ยอดบนสุด ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

 

 

 

Comments

comments


Close