กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


BMWMotor Review

Review BMW x5 กับการขับขี่ที่ไม่ค่อยสมกับที่เป็นBMW

  BMW เรียก “เอ็กซ์5”ว่าเป็นรถแบบ SAV – Sports Activity Vehicle

           (ขณะที่ “เอ็กซ์6” เป็น SAC – Sports Activity Coupe ) เป็นเจเนอเรชันที่ 3 กับรหัสตัวถัง F15 เปิดตัวครั้งแรกในโลกเมื่อกลางปี 2013 และเริ่มขายจริงปลายปีเดียวกัน 
            สำหรับประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยูนำมาเปิดตัวครั้งแรกที่งาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2013 พร้อมทำตลาดกับรุ่น X5 xDrive30d M Sport (รุ่นนี้เป็นรุ่นที่นำมาทดสอบ)และ X5 sDrive25d โดยรุ่นแรกเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนรุ่นหลังวางเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ ราคา 6.599 ล้านบาท และ 4.799 ล้านบาทตามลำดับ

       เปรียบเทียบระหว่าง 30D vs 25D กับส่วนต่าง 1.10 ล้านบาท

– เครื่อง 3.0 ลิตร 6 สูบ ได้ความเงียบและความแรง แต่ก็เปลืองน้ำมันมากกว่า
– ชุดแต่งภายนอก M Sport pack ที่ดูดุดัน
– ช่วงล่างแบบ Adaptive M Sport เพิ่มมั่นใจเวลาขับด้วยความเร็วสูง
– ระบบขับเคลื่อน xDrive 4 ล้อ vs 2 ล้อ แน่นอนว่า 4 ล้อเกาะถนนดีกว่า
– ล้อขนาดลาย M 20″ vs ลายธรรมดา 19″
– หลังคาแก้ว Panoramic Sunroof
– ไฟหน้าเป็น Adaptive LED ปรับเอียงตามพวงมาลัย, ปรับสูงต่ำได้เอง vs ไฟ Xenon ธรรมดา
– พวงมาลัยหนังแบบ M Sport
– คอนโซลตบแต่งด้วย อะลูมิเนียม vs ลายไม้
– เบาะนั่งแบบ Sport
– ระบบเกียร์ 8 speeds แบบ Sport พร้อมระบบ Launch control vs 8 speeds
– ระบบควบคุมความเร็วทางลาดชัน
– ผ้าบุหลังคาเป็นแบบพิเศษ

           X5 xDrive30d M Sport คันนี้เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 6สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร 218 แรงม้า แม้สเปกเมืองนอกจะรีดแรงม้าได้มากกว่านี้ แต่ในเมืองไทยติดข้อกำหนดเรื่องภาษีจึงต้องจำกัดตัวเลขแค่ 218 แรงม้า แต่เมื่อพิจารณาแรงบิดระดับ 560 นิวตันเมตร ที่มาในรอบต่ำ 1,500 ถึง 2,000 รอบต่อนาที ยังเหลือเฟือในการขับเคลื่อนเอสยูวีคันโตน้ำหนักกว่า 2 ตันได้สบาย จะเห็นว่าอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลา เพียง8 วินาทีเท่านั้น

               เอ็กซ์5” เป็นรถที่ให้ความมั่นใจแก่ผู้ขับสูงครับ ขับแล้วเหมือนจะพาไปที่ไหนก็ได้ในโลก ด้วยระบบความปลอดภัยครบครัน ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive ที่จะขับเคลื่อนล้อหลังเป็นหลัก แต่ถ้าเจอสภาพถนน และสภาวะการขับขี่ที่เปลี่ยนไป ระบบจะกระจายกำลังไปยังล้อคู่หน้าอัตโนมัติ เพื่อประสิทธิภาพการทรงตัวสูงสุด

         นอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์แล้ว เอกซ์ 5 ยังติดตั้งโหมดขับเคลื่อนที่หลากหลาย นั่นคือ  ECO PRO , NORMAL,SPORT และ สปอร์ท พลัส (SPORT+) โดยในแต่ละโหมดจะมีผลต่อการตอบสนองของคันเร่งในช่วงต้นถึงช่วงกลาง
  • ในโหมด ECO PRO จะเน้นความประหยัด คันเร่งตอบสนองนุ่มนวล
  • ส่วนในโหมดSPORTคันเร่งจะตอบสนองฉับไวขึ้น ช่วยให้ขับสนุกกว่าเดิม รวมไปถึงน้ำหนักของพวงมาลัยที่มากขึ้น เพิ่มความมั่นคงขณะเลี้ยวโค้ง
  • โหมด สปอร์ท พลัส  รอบเครื่องและเกียร์จะอยู่ในรอบที่สูงพร้อมกระโจนไปข้างหน้า เมื่อถอนคันเร่งสมองกลเกียร์ จะสั่งให้คาเกียร์เดิมรอไว้ การปรับแต่งจะเหมือนโหมด สปอร์ท เพียงแต่จะปิดการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ และระบบป้องกันการลื่นไถลเพื่อให้ผู้ขับได้สนุกกับแรงเหวี่ยงของตัวรถกันแบบสุดๆ แต่ในรถ เอสยูวี มีตัวถังขนาดใหญ่ และความสูงที่มากกว่ารถเก๋ง  การขับขี่ที่ความเร็วสูง โดยปิดระบบช่วยเหลือ อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่พอสมควร แม้ระบบรองรับของรถรุ่นนี้จะปรับแต่งให้หนึบกว่า เอสยูวี ทั่วไป และขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาก็ตาม
         โหมด SPORT ธรรมดา พวงมาลัยจะมีน้ำหนักมากขึ้นเล็กน้อยจากโหมด COMFORT แต่ตัวเองไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกันมากนัก  แต่เมื่อเทียบกับรถยี่ห้ออื่น คันนี้พวงมาลัยจะเบาไปหน่อย(เจ้าของก็บ่นอยู่) แต่จะสามารถเห็นได้ชัดเวลาเลี้ยวโค้งหรือเมื่อหักเปลี่ยนเลนมุดไวๆก็ยังรู้สึกว่าเอาอยู่   ส่วนตำแหน่งเกียร์นั้นจะเลือกอยู่ในเกียร์ที่รอบสูงขึ้นกว่าในโหมด COMFORT

                      BMW xDrive เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ สามารถปรับการทำงานให้เข้ากับทุกสภาพการขับขี่ พร้อมฝ่าอุปสรรคสุดท้าทาย ด้วยสมรรถนะการเกาะถนนที่ยอยเยี่ยม เซ็นเซอร์ ในระบบ BMW xDrive จะทำหน้าที่ในการตรวจจับสภาพการขับขี่อย่างต่อเนื่อง และกระจายแรงขับระหว่างล้อหน้าและล้อหลังแบบอัตโนมัติตลอดเวลา   ผ่านการคำนวณ  ซึ่งอาศัยข้อมูลต่างๆ ทั้งความเร็วรถ อัตราการหมุนของล้อ องศาของพวงมาลัย  ตำแหน่งของคันเร่ง เพื่อวิเคราะห์การตอบสนองระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ขับขี่และสภาพท้องถนนได้อย่างลงตัว

           นอกจากนี้  ยังสามารถปรับการทำงานเพื่อเพิ่มสมรรถนะการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ป้องกันการเกิดอาการไวโค้ง หรือดื้อโค้ง   โดยระบบ Dynamic Performance Control จะรักษาการทรงตัว และช่วยบังคับทิศทางแม้ขณะขับขี่ในความเร็วสูง ซึงผู้ขับขี่สามารถสัมผัสการควบคุมที่ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้นได้ชัดเจนในขณะเข้าโค้ง     โดยการปรับแรงบิดของล้อหน้าและหลังให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง ควบคุมการยึดเกาะกับผิวถนน  ช่วยลดอาการอันเดอร์ หรือโอเวอร์สเตียร์   และขึ้นตรงต่อสมองกลไฟฟ้าที่จะคอยวิเคราะห์และปรับแรงบิดที่ส่งไปยังล้อแต่ละข้าง เพื่อทำให้เกิดความสมดุลสูงสุดขณะขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ หรือทางขรุขระ    ชุด Performance Control ทำหน้าที่ควบคุมเบรกด้านหลัง โดยแยกวงจรแบบอิสระ รวมถึงการเฉลี่ยแรงบิดหน้า-หลัง ของระบบ xDRIVE ช่วยควบคุมอาการอันเดอร์สเตียร์

       และระบบ Dynamic Stability Control คือระบบควบคุมเสถียรภาพของตัวรถ โดยใช้เบรกแต่ละล้อที่มีวงจรการทำงานแยกจากกัน ช่วยแก้อาการรถที่หลุดจากการควบคุมให้กลับมาอยู่ในการควบคุมอีกครั้ง

 

           หลังจากได้ลองขับทางไกลๆ จากกรุงเทพไปเขาใหญ่  อ้อมขึ้นไปเขื่อนลำพระเพลิง ลงมาทางจิมทอมสัน  แล้วต่อลงมายังวังน้ำเขียว   แม้เครื่องยนต์จะเป็นตัวแรง ดีเซล v6 3000cc.  CBU แต่มีการล๊อคแรงม้าเอาไว้  ถ้าเจ้าต้องการจะปลดล๊อค  จะต้องจ่ายเพิ่ม สองแสนโดยบังคับให้เปลี่ยนเบรคใหม่    เพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์ที่มีกำลังแรงขึ้น ดังนั้นอัตราเร่งคันนี้จึงไม่ได้หวือหวามากนัก พอๆกันกับ new Volvo xc90เลย

                         แต่สิ่งที่ค่อนข้างจะผิดหวัง  กับเจ้า x5ตัวนี้ คือการเกาะถนนในช่วงความเร็วสูง      อย่างที่บอกว่าเป็นคนที่ไม่ได้ขับรถเร็ว      แต่ตอนที่ขับ Audi A5 ขับถึง 180 km/hr โดยไม่รู้สึกตัว        แต่ BMW x5 ขนาดขับบนทางด่วนโล่งๆ    ขับแค่ 130  km/hr   ก็ยังรู้สึกว่าต้องใช้สมาธิมากขึ้น     สาวก BMW อาจจะเคืองถ้าผมบอกว่า   ในทางตรงนี่่   PPVของไทยบางยี่ห้อก็อาจทำได้ดีไม่แพ้กัน

แต่ในทางโค้งที่เขาใหญ่  วังน้ำเขียว  ก็ไม่เสียชื่อ Bmw  ระบบ    Dynamic Performance Control หรือ DPC ทำงานได้ยอดเยี่ยม   ทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วทำได้อย่างมั่นใจ  แต่ถ้าได้เบาะแบบ Audi   ที่โอบกระชับตัวมากกว่า    น่าจะขับได้สนุกกว่านี้

          ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนหน้าแบบดับเบิลวิชโบนปีกนกคู่ แขนยึดและจุดที่จะต้องรับแรงส่วนใหญ่ทำจากอะลูมินั่มอัลลอย โช้กอัพ และสปริงปรับค่ามาในแบบกลางๆ เพื่อใช้ทั้ขับลุยและวิ่งทางเรียบ ส่วนระบบรองรับด้านหลังมัลติลิงก์

แต่ตัว X5xDrive30d M Sport ตัวที่ขับนี้มีระบบกันสั่นสะเทือนหลังเป็นถุงลม    อาจจะเป็นสาเหตุให้การขับขี่ที่ความเร็วในทางตรงทำได้ไม่ดีนัก   แต่ในรถSUVรุ่นใหญ่่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะ เป็นBenz GLE, Audi Q7, Volvoxc90 (ในต่างประเทศ xc90จะมีรุ่นช่วงล่าง Airsuspension จะมีชื่อpro ต่อท้ายชื่อรุ่น   แต่ในไทยจะไม่มี) ต่างหันมาคบช่วงล่างถุงลมกันหมด  เพราะ จะมาแก้ไขข้อด้อยของรถ suv ที่เดิมมักจะมีช่วงล่างที่แข็ง สะเทือนไม่นิ่มนวล    และการที่มีระบบช่วยการขับขี่และการทรงตัวต่างมากมาย  ทำให้SUVรุ่นเรือธงยี่ห้อต่างๆนั้น ทั้งมีการขับขี่การทรงตัวที่ดีและยังมี่ความนุ่มนวลอีกด้วย

 

ล้อแม๊กในรถ  BMW  ก็มีแต่ใหญ่ๆ  ทั้งนั้น      คันนี้แม้จะมีแม๊ก 20 และแก้มยางก็เตี้ย   แต่พอได้ช่วงล่างแบบถุงลมก็ทำให้ดูดซับเเรงสั่นสะเทือนโดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำทำได้ดี     แต่ตอนลงคอสะพานนี่สิทำให้คนขับรู้สึกว่าคอถูกทำให้สะบัดไปด้านหลังค่อนข้างแรงกว่ารถยี่ห้ออื่นๆที่เคยขับมา

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง (ไม่นับรวมเจ้า porcheคันนี้) ถ้าจะนับความสมบูรณ์แบบ  ทางด้านสมรรถนะการขับขี่  การทรงตัว ความนิ่มนวลแล้ว   คงต้องยอมให้ Audi Q7 ที่ทำการบ้านมาดีกว่า

แต่การเลือกซื้อรถของแต่ละคนยังมีปัจจัยต่างๆอีกมาก ทั้งทางด้านอารมณ์และเหตุผล

 

ฝาปิดท้ายรถออกแบบได้ดี     มีที่กั้นป้องกันของในท้ายรถ  หล่นตกลงมาเวลาจอดรถบนทางชัน

เนื้อที่ห้องผู้โดยสารมีขนาดใหญ่จริงๆ     ดูโปร่งโล่งสบาย  ยิ่งมีหลังคาแก้วก็ย่งทำให้ดูกว้างขึ้นไปอีก   ขับเข้าไปในที่จอดรถจะต้องเผื่อพื้นที่มากกว่ารถ  PPV

          มิติตัวรถBMWx5 (มม.)

ยาว 4,886
กว้าง 1,938
สูง 1,762

 

มิติตัวถัง Volvo XC 90 T8 Mercedes-Benz GLE 500 e
มิติภายนอกตัวรถทั้งหมดยาว x กว้าง x สูง (มม.) 4,950 x 2,008 x 1,776 4,819 x 1,935 x 1,796

 

มิติตัวถัง Chevrolet trailblazer

ยาว 4878  กว้าง 1902  สูง 1847

 

 

 

Comments

comments


Close