กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


MGMotor ReviewMotorTravel

รีวิว MGGS 1.5turbo รถที่ขับมันและมีอัตราเร่งดีที่สุดในกลุ่ม

MGถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยชื่อ MG นั้นย่อมาจาก Morris Garages   ที่โรงงาน Abingdon ทางตอนใต้ของ Oxford ประเทศอังกฤษ และเริ่มสร้างสถิติตรั้งแรกกับ MG EX120 รถต้นแบบที่สร้างมาเพื่อการแข่งขันโดยแข่งขันที่บรู๊คแลนด์ส ด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซีทำลายสถิติความเร็วเหนือ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้สำเร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1931

                MG ได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัลดีเด่นมากมาย อาทิ “ผู้สร้างสถิติความเร็วระดับโลก” “รถแข่งที่ขายดีที่สุดในโลก” และ “แบรนด์รถแข่งที่คุณภาพดีที่สุด”

แต่จุดพลิกผันของแบรนด์ MG (รวมถึง Rover) คือ BMW อดีตเจ้าของ(ระยะสั้น)ได้ขาย MG Rover ให้แก่กลุ่มนายทุน
Phoenix ไปบริหารต่อ (ส่วน Land Rover นั้น BMW ก็ขายต่อให้กับ Ford)

ต่อมาแบรนด์นี้ก็ถูกขายทอดตลาดให้กับ Nanjing Automobile ในปี
2005 พร้อมตั้งบริษัท NAC MG UK และได้ครอบครองโรงงานลองบริดจ์ ในสหราชอาณาจักรและสิทธิบัตรต่าง ๆ
จนกระทั่งสามารถผลิตรถ MG ออกจากโรงงานในจีนได้สำเร็จในปี 2007
และแล้วโชคชะตาก็พลิกผัน(อีกครั้ง)เมื่อ Nanjing Automobile ก็ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ Shanghai Automotive
Industry Corporation (SAIC) ซื้ออีกรอบหนึ่งในปี 2007 จนต้องเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น MG Motor UK ในปี 2009

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2013  ทั้งนี้ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น (เอสเอไอซี) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กลุ่ม ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ เอ็มจี และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน

                จะว่าไปแล้วรถMGนี่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยก่อน Benz BMW Volvo Toyota ซะอีกนะครับ   เข้ามาพร้อมๆกันกับ  renault peougeot   แต่ก็หายไปจากตลาดในไทยไปนานกว่า40ปี

ตอนที่ MG เปิดตัวในบ้านเราโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์  ทุกคนก็ต่างสงสัยว่า ทำไม CP ที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ด้านการลงทุนจึงเลือก Brand รถยนต์ MG  ทั้งๆที่คนยุคผมที่อายุต่ำกว่า30-40ไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ     แต่ส่วนตัวมีความเชื่อว่า เป็นเพราะ ความชอบความประทับใจในอดีตของผู้บริหารที่มีต่อรถMG เมื่อหลายปีก่อน แล้วการได้เดินทางไปเมืองจีนบ่อยๆ ซึ่ง รถ MG มีขับในจีนก่อนที่จะมาเมืองไทยอยู่หลายปี  เค้าน่าจะเคยลองใช้งานแล้วคงจะรู้สึกว่ามั่นใจว่ามันน่าขายได้ในเมืองไทย

                                     NEW MG GS  ออกแบบด้วยแนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) และ Diamond Flow Design เส้นสายภายนอก และภายใน เป็นผลงานของ ศูนย์ออกแบบวิจัยและพัฒนา MG ในเมือง Longbridge และที่ SAIC ในเซี่ยงไฮ้ ภายใต้การดูแลโดย หัวหน้าทีมออกแบบชาวอังกฤษ Anthony Williams-Kenny คนเดียวกับที่ดูแลการออกแบบของ MG6 โดย Theme การออกแบบ Diamond Flow Design คือการนำเอารูปร่างของเพชรมาเป็นจุดเด่นนการออกแบบ  ความเห็นส่วนตัว ค่อนข้างจะชอบการออกแบบด้านท้ายที่ดูเด่นสะดุดตา ไม่เหมือรรถยี่ห้ออื่นๆ   แต่ด้านหน้าตรงกระจังหน้านั้นมันดูมี diamond (ข้าวหลามตัด)ต่อๆกันเยอะไปหน่อย

     

แต่เหมือนกับว่า MGจะคิดเหมือนกันเลย พอminor change เลยมีการเปลี่ยนแปลงช่องดักลมที่กระจังหน้าเป็นลายตะแกรงสีดำคาดโครเมียมยาวก็ทำให้ดูสวยลงตัวมากขึ้น แต่ก็คงต้องรอดูว่าในไทยจะเปลี่ยน MC เมื่อไร

ภาพด้านล่างคือ MG GS minorchange

                   โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) พร้อมถุงลม 4 จุด คู่หน้าและด้านข้าง (ยกเว้นรุ่น 1.5 D) มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM 13 ฟังก์ชั่น ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
1. ABS – Anti-lock Braking System ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน
2. EBD – Electronic Brake Force Distribution System ระบบช่วยกระจายแรงเบรก
3. TCS – Traction Control System ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
4. CBC – Curve Brake Control ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง
5. SCS – Stability Control System ระบบควบคุมการทรงตัว
6. AVH – Auto Vehicle Hold ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง
7. BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ
8. OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม

9. MSR – Motor Control Slide Retainer ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน
10. EBA – Electronic Brake Assist ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์
11. HAS – Hill-Start Assist System ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน
12. TPMS – Tire Pressure Monitor System ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (เฉพาะรุ่น 2.0)
13. EPB – Electronic Parking Brake ระบบเบรกมือไฟฟ้า

ดูจากระบบ ที่ช่วยเหลือในการขับขี่และความปลอดภัย ดูแล้วไม่น้อยไปกว่า รถจากค่ายรถจากค่ายฝั่งทางยุโรป เลย

MG GS 1.5 Turbo มีขนาดตัวถังเท่ากันกับรุ่น 2.0 Turbo  ทั้งความยาว 4,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ  ที่ 2,650 มิลลิเมตร เบากว่า” ด้วยน้ำหนัก 1,460 กิโลกรัม ขณะที่รุ่น 2.0 Turbo AWD  น้ำหนักปาเข้าไป 1,642Kg

เทียบกับคู่แข่ง Mazda CX-3

ความยาวทั้งหมด (มม.) 4,275. ความกว้างทั้งหมด (มม.) 1,765. ความสูงทั้งหมด (มม.) 1,550. ระยะต่ำสุดจากพื้น (มม.) 160.

Subaru XV

มิติตัวถังยาว 4,465 ม.ม. . กว้าง 1,800 ม.ม. ความสูง 1,615 ม.ม. ความสูงจากพื้นถึงตัวรถ 220 ม.ม.

จะเห็นได้ว่าเมื่อเที่ยบกับรถ ในคู่แข่งระดับเดียวกัน  (ถ้าเอาราคา เป็นเกณฑ์  แต่ถ้าเป็นเครื่อง 2.0 ก็อาจจะต้องข้ามรุ่นไปชก) MG GS จะมีมิติตัวถังที่ใหญ๋กว่าคู่แข่ง และมีอัตราเร่งที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งHonda HRV  Mazda CX3  Subaru XV Toyota CHR

 

       ขุมพลังของ MG GS 1.5 ลิตร Turb0 เป็นเครื่องยนต์รหัส 15E4E TGI-Tech เบนซิน บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,490 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 74.0 x 86.6 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ GDI (GasolineDirect-Injection) ตรงสู่ห้องเผาไหม้ พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Turbocharger ลูกเล็ก
กำลังสูงสุดลดลงจาก 218 เหลือ 167 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด ลดลงจาก 350 นิวตันเมตร (35.69 กก.-ม.) เหลือ 250 นิวตันเมตร (25.47 กก.-ม).แต่มาถึง ณ รอบเครื่องยนต์ที่กว้างขึ้นจากเดิม 2,500 – 4,000 รอบ/นาที เป็น 1,700 – 4,400 รอบ/นาที แรงบิดนี่มาเป็น Flat Torque ต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบกลางๆค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลมาจาก อัตราทดเกียร์ อัตโนมัติ dct 7 จังหวะ Twin clutch sportronic transmission

เราได้ทดลองขับเจ้า MGGSคันนี้   บนถนนทั้งในเมือง นอกเมือง  ทางโค้งขึ้นลงเขา  ทางขรุขระเป็นหลุมขึ้นเขา และในสนามแข่ง เพื่อให้เห็นสมรรถนะในหลายด้านของเจ้ารถคันนี้

วันนี้เราออกเดินทางจุดมุ่งหมายคือยอดเขา เทวดา อุทยานแห่งชาติพุเตย ห่างจากกรุงเทพ 240 kmชึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการทดสอบรถ (ที่ต้องเดินขึ้นเขา 1ชม.)ได้เป็นอย่างดี

หลังจากที่ได้ไปขับรถที่ MG driving experienceก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกประทับโดยเฉพาะ MG6ที่มีช่วงล่างที่นิ่มแต่การเกาะถนน การทิ้งโค้งในสนามทดสอบนั้นทำได้ดีที่เดียว เหนือกว่าที่คิดไว้เยอะ

เจ้า MG GS 1.52WD turboคันนี้   MG เอาเครื่องยนต์ 1500cc.มาเสริมทัพ แต่ตัวเครื่อง 2000cc 4wd ก็ยังทำตลาดอยู่ แต่ด้วยน้ำหนักที่เบากว่า  ชุดเกียร์ 7 speed  ทำให้อัตราสิ้นเปลืองใช้งานจริงของเครื่อง1500cc ได้12-13 km/L (ขับจากสุพรรณกลับกรุงเทพ ความเร็ว 80  ถึง  150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง )และอัตราเร่งนั้นพอๆกัน กับเคื่อง2000ccที่ 0-100 km/hr  ที่ 10.15  ถึง 10.45 วินาที

ทำให้ MGGS 1500cc คันนี้ มีอัตราเร่ง แรงกว่า คู่แข่ง ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2000cc ( ที่ไม่มีเทอร์โบ )ทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นรถเก่งหรือ รถ suv         ในการขับรถทางไกลนั้น ถ้ารถที่มีอัตราเร่ง 0-100ที่เร็วกว่า 10วินาทีนั้นจะทำให้การแซงรถคันหน้าทำได้ไม่อึดอัด  เกียร์7speedของGSทำงานเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างราบลื่น  แต่ช่วงคิกดาว์นอาจต้องเหยียบล่วงหน้าสัก1วินาที และด้วยตัวรถที่สูงมองเห็นรถคันหน้าได้ไกลนั้น ก็จะทำให้การขับขี่ทางไกลนั้นขับสนุกมากที่เดียว

วีดีโอคลิป Preview อัตราเร่ง mg GS เครื่อง 2000 CC อัตราเร่ง ศูนย์ถึงร้อย ทำได้ ถึง8.2 วินาที ส่วนอัตราเร่งของเครื่องพันห้าเทอร์โบเครื่องนี้ อาจจะช้ากว่าเพียงเล็กน้อย  สาเหตุที่ทำให้อัตราเร่งของเครื่องยนต์  1500 CC ความรู้สึกไม่ค่อยต่างจากเครื่องยนต์์์ 2000 CC เท่าไหร่นั้น เนื่องมาจากน้ำหนักที่เบากว่าเกือบ 200 กิโลกรัม กับเกียร์ลูกใหม่ 7 Speed แต่ถึงกระนั้น ความเร็วที่เราวัดเอง ก็ยังมากกว่าในคลิปนั้นพอสมควร คราวหน้าคงจะต้องซื้ออุปกรณ์เพื่อหาอัตราเร่ง มาลองใช้เพื่อเปรียบเทียบกันบ้างแล้ว

 

         ในทางลูกรังที่ขึ้นไปยังเขาเทวดา ระยะทางกว่า15 กิโลเมตร ซึ่งแนะนำว่าควรจะเป็นรถยกสูง เพราะถนนเป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร และควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อในฤดูฝน ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องยนต์แค่ 1500 cc เทอร์โบ แรงบิดอาจจะเหมือนไม่มาก 250 นิวตันเมตร  แต่ให้แรงบิด สูงสุด ของเครื่องยนต์ตั้งแต่รอบต่ำ ที่กว้างขึ้นจากเดิม 1700ถึง 4400 รอบต่อนาที   การที่มีแรงบิดต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำนี้ ทำให้การขับรถขึ้นเขาเทวดาครั้งนี้ ทำได้อย่างสบายสบาย ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก

ภายในตัวรถ

ชุดคอนโซลหน้า เป็นโทนสีดำ Piano Black ตอนแรก ที่เปิดตัว มาใหม่ๆ ก็รู้สึกว่ามันดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่พอได้มาลองขับสักระยะหนึ่ง มันก็ดูสวยอยู่ สวิตซ์ควบคุมทั้งหมด ถูกออกแบบมาให้สะดวกต่อการใช้งาน ก็ขอย้ำอีกทีว่าผมเป็นคนขี้เมื่อยหลัง ดังนั้นจึงชอบสไตล์ SUV ที่เบาะจะสูง ขึ้นมากว่ารถซีดาน อย่างใน mg GS ก็เช่นกัน ที่มีตำแหน่งเบาะที่สูง บวกกับ ตัวรถที่สูงก็ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ดี ทำให้ขับขี่รถได้อย่างมั่นใจ เบาะคนขับมีใหญ่นั่งพอดีกับคนสูง 180 แต่ปีกเบาะด้านข้าง ไม่ได้กระชับเข้ารูปกับลำตัวของคนขับ และพนักพิงมันออกจะดันหลังลอยๆ   ทำให้สัมผัสการนั่ง อาจจะแปลกๆไปซะหน่อย แต่โดยรวมก็พอใช้ได้ ขับทางไกลก็ไม่เมื่อย

ช่วงล่างด้านหน้าอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงช่วงล่างด้านหลังอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง ทำให้ช่วงล่าง ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี ทั้งในช่วงความเร็วสูงและความเร็วต่ำ

แต่ด้วยความที่ เป็น SUV ก็ยังมีความ ดีดเด้งอยู่บ้าง   ความรู้สึกนุ่มหนึบจะเป็นรอง cx-3 อยู่เล็กน้อย แต่การทรงตัวในช่วงความเร็วสูง ทำได้เป็นอย่างดี สามารถขับที่ความเร็ว 160-170 ก็ยังรู้สึก ไม่เครียดสามารถควบคุมรถได้อย่างสบาย   ขับสนุกจนเพลินลืมดูความเร็วว่าขึ้นไปเท่าไรแล้ว

สิ่งที่จะต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างรุ่น 1.5 กับรุ่น 2.0  คือขนาดของล้อและยาง ในรุ่น 2.0 จะได้ล้ออัลยอลขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางMichelin รุ่น Primacy 3ST235/50 R18

ส่วนรุ่น 1.5 จะได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางMaxxis Bravo HP 215/60 R17

ด้วยขนาดความกว้างของหน้ายางที่น้อยกว่า  บวกกลับชื่อชั้นของยี่ห้อยางที่ติดรถมา อันนี้ผมว่าการขับขี่ของเครื่อง 1.5 จะสู้เครื่อง 2.0 ไม่ได้ก็ตรงอย่างนี้แหละ

การขับขี่การเข้าโค้งบนถนนปกติ ทำได้ดี แต่เมื่อนำรถมาทดสอบที่สนาม กลับพบว่า เกิดอาการอันเดอร์สเตียร์ ค่อนข้างมาก ทั้งๆที่ความรู้สึกของตัวเองว่าช่วงล่างมันเอาอยู่ แต่ยิ่งขับยิ่งมากรอบเข้าก็มีการสูญเสียหน้ายางไป อาการอันเดอร์สเตียร์ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

การเก็บเสียง ทำได้ค่อนข้างดี ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วัดได้ 65 เดซิเบล แต่เมื่อความเร็ว อยู่ที่ 130 140 ก็เริ่มจะมีเสียงรบกวน เสียงลมเข้ามา รบกวน วัดได้ 70 เดซิเบล (ในคนปกติจะเริ่มรู้สึกไม่สบายหูเมื่อมีเสียงดังเกิน 70 db

ภายในห้องโดยสารจุดที่ต่างกันระหว่าง 2 รุ่นนี้คือ วัสดุหุ้มเบาะ รุ่น 1.5 จะเป็นเพียงวัสดุหนังสังเคราะห์ ในขณะที่รุ่น 2.0 จะเป็นหนังแท้และหนังสังเคราะห์ และอีกจุดหนึ่งคือในส่วนของระบบความปลอดภัย รุ่น 2.0 จะมีระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (ระบบ TPMS) มาให้ด้วย

ควาามน่าสนใจจึงมุ่งไปที่รุ่น 1.5 เทอร์โบ ซึ่งมีการปรับราคาลงมาแล้วตามการปรับลดพิกัดความจุของเครื่องยนต์ จะเลือกรุ่นไหนดีระหว่างรุ่น X กับรุ่น D ส่วนต่างราคาที่รุ่น X แพงกว่าอยู่ 1 แสนบาทนั้นได้อะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง หรือในรุ่น D (890,000บาท)ถูกตัดอะไรออกไป
ไล่เรียงจากอุปกรณ์ภายนอกมีหลายรายการที่รุ่น D จะไม่ได้รับเหมือนกับรุ่น X ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกหน้า ไฟท้าย LED ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ปลายท่อไอเสียโครเมียม ราวหลังคา และซันรูปแบบปรับไฟฟ้า
ในส่วนของภายในส่ิงที่รุ่น X(990,000บาท) จะได้เหนือกว่ารุ่น D ก็คือ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกุญแจรีโมทและปุ่ม Push Start ระบบมัลติมีเดียของรุ่น D จะได้หน้าจอมสัมผัสแค่ 6.1 นิ้วในขณะที่รุ่น X จะได้ขนาด 8 นิ้ว ได้ลำโพงเพียง 6 ตำแหน่ง และไม่รองรับระบบ inkaNet และ Navigator

Mg GS ตั้งใจมีการออกแบบให้เป็นรถยุโรป ไม่ว่าจะเป็น การนำไฟเลี้ยวมาอยู่ข้างซ้ายที่ปัดน้ำฝนมาอยู่ข้างขวา ฝาถังน้ำมันที่อยู่ด้านซ้ายของตัวรถ ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ที่มาก กว่าคู่แข่ง โดยส่วนตัว ก็คงไม่กล้าที่จะบอกว่ารถคันนี้ มีการขับขี่ การทรงตัวการบังคับควบคุมดีเทียบเท่ากับรถยุโรป     แต่คนส่วนใหญ่ ยังอาจยึดติดกับแบรนด์ยี่ห้อ และแบ่งชนชั้นรถยนต์จากราคา  และเวลาจะเป็นตัวตัดสินคุณภาพของตัวสินค้าเอง

แต่ก็ถือได้ว่ารถยนต์เอ็มจีจีเอสคันนี้นั้นมีสมรรถนะการขับขี่ ที่ไม่เป็นรองคู่แข่งเลย ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของ mg Thailand แล้วละที่จะทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ ในบริการหลังการขาย ซึ่งก็เริ่มจะพบปัญหาเกี่ยวกับ ระบบคันเร่ง และอาการกระตุกของเกียร์ ช่วงความเร็วต่ำ   ซึ่งในเกือบ 1 สัปดาห์ ตัวผมเองก็พบอาการ 2- 3 ครั้ง ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับระบบซอฟแวร์ซะมากกว่า  ก็คงแก้ไขไม่ค่อยยาก

ยอดขายMGในปี 2017 ที่ทำได้ถึง12,013 คัน
และในเดือนธันวาคมยอดขาย MG ZS มาเป็นอันดับ2  ขายได้ 757 คัน แซง Hondo BRV เเละMazda cx3 และ MG GS กับยอดขาย 322 คัน แซง Nissan Xtrail เข้ามาเป็นที่ 3 ของcompact Suv มันดูน่าเหลือเชื่อ กับรถที่พึ่งมาทำตลาดในเมืองไทยเพียง 3- 4 ปี และคนที่ซื้อส่วนใหญ่ก็น่าจะเพิ่งมารู้จักรถยี่ห้อ MGเมื่อไม่นานมาแล้ว

#สมรรถนะรถเดี๋ยวนี้แต่ละค่ายไม่ได้ทิ้งห่างกันสักเท่าไรแล้วต่อไปผมว่าค่ายรถยนต์คงจะต้องแข่งกันที่serviceหลังการขาย และดูว่าปัญหารถคันไหนน้อยกว่ากันมากกว่าแล้ว   ถามความต้องการของคนซื้อว่าเค้าต้องการอะไร

 

Comments

comments


Close