กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


Mercedes BenzMotor ReviewToyota

New Toyota Crown vs Mercedes Benz E-Class รีวิวเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียโดยชาวญี่ปุ่น

Sedanญี่ปุ่นรุ่นท็อป vs พรีเมี่ยมซีดานนำเข้า

Toyota Crown  Model Change ครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2018   รุ่น Crownนั้น จวบจนถึงตอนนี้ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่เป็นครั้งที่ 15 แล้ว นับตั้งแต่ที่ Toyota ได้วางจำหน่ายรถยนต์ที่นั่งคันนี้เป็นคันแรกในปี 1955 ใน Crown รุ่นใหม่มีรายละเอียดในหลายจุดที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการหยิบยกเบาะที่นั่งขนาดใหญ่ บอดี้ยาว จากรุ่น Majesta มาใช้ และมันได้กลายเป็นรถรอยัลซาลูนที่มีรูปทรงสปอร์ต  น่าเกรงขาม มีดีไซน์ที่หรูหราสวยงาม มาร่วมกันในซีรีย์เดียว

ในส่วนของเครื่องยนต์ V6 รุ่น 6 สูบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์ปกติ 3.5 ลิตร ได้มีการเลิกใช้ไป  New Crown จึงหันไปใช้เป็นเครื่องยนต์สามชนิด ได้แก่  เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตรชนิดหกสูบในรุ่น V เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตรชนิด 4 สูบเรียง และเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2 ลิตรชนิด 4 สูบเรียง

ในส่วนของแพลตฟอร์ม จะนำโครงของรุ่น Lexus LS/LC มาใช้ร่วมกัน นั่นหมายความว่า ระบบช่วงล่างขับเคลื่อนล้อหลังที่อยู่ในรถ Lexusที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่วางจำหน่ายในปัจจุบันนั้น ถูกนำมาพัฒนาใช้ในรถคันนี้ด้วย

ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ Toyota เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์อื่นๆ ได้เห็นความสำคัญในอนาคต ของการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัยในรถยนต์อัตโนมัติที่รักษาถึงสิ่งเเวดล้อมโดยใข้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากนั้น การออกสู่ตลาดของ Crown รุ่นใหม่ จะไม่เป็นการมุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้รถที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 65-70 ปีอย่างเคยเเล้ว เเละจะเป็นการมาแย่งส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ซีดานยุโรป อย่างเช่น Mercedes Benz และ BMW

ผู้เขียนจึงอยากเปรียบเทียบกับ Mercedes Benz ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์พรีเมี่ยมนำเข้าสี่ประตูระดับชั้นแนวหน้า กับ New Crown นี้  Mercedes Benz มีรถยนต์ชนิดสี่ประตูอยู่เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นจึงขอหยิบรถจากรุ่น E-Class ขึ้นมาเปรียบเทียบ

รถ E-Class เช่นเดียวกับ Crown ในตระกูลรถของ Mercedes Benz เป็นรถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งเริ่มผลิตในปี 1946 ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเข้าสู่ปี 1980 ที่ได้มีการผลิตเครื่องยนต์ซีรีย์ 190 ทาง Mercedes Benz ได้มีการผลิตรุ่น S-Class หรือที่เรียกว่า Compact Mercedes ออกมาเคียงบ่าเคียงคู่กัน

 New Crown vs E-Classเปรียบเทียบรูปทรงของบอดี้ / ความใหญ่ / ระดับวิสัยทัศน์การมองเห็น / ขนาดของตัวรถ

Crown ได้มีการเปลี่ยนโฉมใหม่ สัมผัสความรู้สึกมีความเปลี่ยนเเปลงไปมาก โดยเฉพาะส่วนของท้ายรถ เมื่อลดกระจกท้ายลง จะให้อิมเมจที่ดูเหมือนรถ Hatchback คูเป้ 5 ประตู ในส่วนของกระจกข้าง ได้มีการแบ่งออกเป็นข้างละ 3 ชิ้น ทำออกมาเป็นกระจกสไตล์ 6 Light หากผู้ซื้อเปรียบเทียบกับฮูดประโปรงหลังของรุ่นใหม่กับรุ่นปัจจุบันซึ่งมีรูปลักษณ์เเบบดั้งเดิม อาจมีผู้ที่ชอบความเป็นรุ่นเก่ามากกว่า อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของรถ E-Class มีรูปทรงภายนอกที่โค้งมน แต่ก็เป็นรถที่ยังคงมีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์สมกับความเป็นซีดาน

สำหรับไซส์ของตัวบอดี้ Crown รุ่นใหม่วัดความยาวของตัวรถได้ 4910 mm ความกว้าง 1800 mm ความสูง 1455 mm ส่วนรุ่น E-Class E250 Sport Avant-Garde วัดความยาวของตัวรถได้ 4950 mm ความกว้าง 1850 mm ความสูง 1455 mm ทั้งสองคันมีขนาดเกือบจะเท่ากัน

ในส่วนของ Wheelbase  (ระยะระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง) Crown รุ่นใหม่วัดระยะห่างได้ 2920 mm ระยะล้อ E-class วัดได้ 2940 mm รถ Crown ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยมีการเลื่อนตำแหน่งล้อหน้าไปให้ไกลขึ้น ทำให้ Wheelbase มีระยะห่างเพิ่มขึ้น 70 mm จากผลลัพธ์นี้ ทำให้กระโปรงหน้าที่ยาวของ Crown เกิดเป็นจุดเด่นขึ้นมา ทำให้บริเวณรถส่วนหน้าความคล้ายคลึงกับ E-Class

ในการทดสอบรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด จากการทดสอบโดยใช้คันที่เป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ พบว่า ล้อขนาด 17 นิ้วของ  Crown รุ่นใหม่ สามารถทำวงเลี้ยวได้ 5.3 เมตร ล้อขนาด 18 นิ้วสามารถทำวงเลี้ยวได้ 5.5 เมตร ในส่วนของ E-Class ล้อขนาด 19 นิ้วของรุ่น E250 Sport Avant- Garde สามารถทำวงเลี้ยวได้ 5.4 เมตร

สำหรับรถซีดานไซส์ L แล้ว ทั้งสองคันมีตำแหน่งกระจกข้างที่อยู่สูงกว่าปกติเล็กน้อย แต่ด้วยรูปทรงตลอดตัวบอดี้มีลักษณะเป็นเเนวราบ จึงทำให้ทัศนวิสัยด้านหลังหรือด้านข้างไม่เสียไปมาก รูปลักษณ์การออกแบบภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่จุดที่จะเป็นที่สะดุดตาจุดแรกเลยคือความกว้างของตัวรถที่วัดได้เพียงแค่ 1800 mm

ผู้ชนะNew Crown

New Crown vs E-Classเปรียบเทียบการออกแบบภายใน / คุณภาพวัสดุ / สมรรถภาพการขับขี่ / ทัศนวิสัยบนท้องถนน

แผงควบคุมที่อยู่ใน Crown รุ่นปัจจุบัน มีความรู้สึกสัมผัสหรูหราสมกับความเป็นรถรอยัลซาลูนสี่ประตู จริงอยู่ที่แม้บางคนอาจจะคิดว่ามันไม่ถูกต้องก็ตาม แต่ก็เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเหนียวแน่นอยู่ในด้านศักดิ์ศรีของความเป็น Crown จากทุกคนที่พบเห็น ในส่วนของการตกแต่งภายใน มีความเรียบง่าย แม้จะช่วยให้มีผู้ใช้รถจำนวนหนึ่งที่หันมาหาความเรียบง่ายเช่นนี้เพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับบางคนแล้ว มันอาจให้ความรู้สึกที่ดูพื้นฐานมากเกินไป ในทางกลับกัน รุ่น E-Class ที่มีการออกแบบภายในระดับเอ็กซ์คลูซีฟนั้น ใช้แผงควบคุมที่มีความทันสมัย แต่ Crown นั้นจะให้สัมผัสแบบดั้งเดิมได้มากกว่า

ด้านคุณภาพวัสดุ รุ่น E-Class สามารถทำออกมาได้ดีกว่า การออกแบบดีไซน์ของคันเกียร์อัตโนมัติหรือปุ่มกดต่างๆของ Crown ทำให้ใช้งานง่าย รูปลักษณ์หน้าตามีความคลาสสิก

 ผู้ชนะNew Crown

New Crown vs E-Class เปรียบเทียบความสบายของที่นั่งโดยสารหน้า-หลัง

ใน New Crown ได้มีการยืดความยาวในส่วนของ Wheelbase ออกไปอีก 70 mm แต่การที่เลื่อนตำเเหน่งล้อหน้าออกไป ทำให้ส่วนที่มีความกว้างขวางมากขึ้น คือระยะห่างระหว่างล้อหน้ากับที่นั่งด้านหน้า แต่พื้นที่ระหว่างเบาะหน้าและเบาะหลัง ไม่ได้ทำให้พื้นที่ของห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไหร่นัก

ทดลองให้ผู้ใหญ่สี่คนที่มีส่วนสูง 170 เซนติเมตรเข้าไปนั่ง บริเวณว่างตรงหัวเข่าของผู้โดยสารเบาะหลังมีขนาดเท่ากับสองกำปั้นครึ่งเหมือนกับ Crown รุ่นปัจจุบัน เช่นเดียวกับรุ่น E-Class ซึ่งมีพื้นที่ให้วางขาอยู่มาก และมีความกว้างของห้องโดยสารที่มีขนาดพอๆกัน

เช่นนี้แล้ว การจะตัดสินความเหนือกว่าด้านความสบายของห้องโดยสาร ต้องดูจากการออกแบบของที่นั่ง ส่วนของเบาะหน้า New Crown มีขนาดที่กว้าง มีที่ให้พักแขน และมีรูปทรงซัพพอร์ตที่รับกับบริเวณหลังช่วงล่าง แต่ใน E-class มีการออกแบบเบาะซึ่งสามารถซัพพอร์ตตั้งแต่หลังบนจนไปถึงหลังล่าง ทำให้ยิ่งมีความปราณีตขึ้น ฉะนั้นสำหรับการนั่งเดินทางที่ใช้เวลานาน E-Class สามารถทำได้ดีกว่า

เช่นเดียวกัน เบาะหลังของ Crown ให้ความรู้สึกนุ่มสบาย เมื่อเปรียบเทียบกับ E-Class แล้ว เพราะเบาะถูกออกแบบมาให้นั่งสบายกว่า จึงไม่ต้องปรับอิริยาบถการนั่งมาก รถที่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลคือ E-Class แต่ในการเดินทางระยะใกล้นั้น Crown จะให้ความรู้สึกที่รีแล็กซ์กว่า

ผู้ชนะE-Class

New Crown VS E-Classเปรียบเทียบพละกำลังและความรู้สึกของเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ ใน New Crown มีตัวเลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ เครื่องยนต์ไฮบริด V6 ขนาด 3.5 ลิตร เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร ชนิดสี่สูบเรียง และเครื่องยนต์เทอร์โบปกติขนาด 2 ลิตร ชนิดสี่สูบเรียง  ในรุ่น E-Class มีตัวเลือกเครื่องยนต์ให้เลือก เมื่อนับรุ่น AMG เข้าไปด้วยแล้ว จะมีจำนวนทั้งสิ้น 7 รุ่น

เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบโดยปราศจากความลำเอียง ในเครื่องยนต์ปกติเทอร์โบขนาด 2 ลิตร ชนิด 4 สูบเรียงของ New Crown และเครื่องยนต์ E250 Avant Garde Sport ที่อยู่ใน E-Class ต่างมีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกัน ในเรื่องของการส่งกำลังเครื่องยนต์ รุ่น Crown ใช้เกียร์ระบบอัตโนมัติ 8 สปีด ส่วน E-Class จะใช้เกียร์ระบบอัตโนมัติ 9 สปีด

เครื่องยนต์เทอร์โบปกติขนาด 2 ลิตร ใน New Crown เนื่องจากเครื่องยนต์ของรุ่นปัจจุบันมีข้อเสีย จังหวะเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์อัตโนมัตินั้นยังขาดความสมูทอยู่ ดังนั้นเพื่อเต็มเติมความเป็นสปอร์ตและความสำคัญในเรื่องสมรรถภาพสำหรับรถยนต์รอยัลซาลูนแล้ว จึงได้มีการใช้เครื่องยนต์ V6 ปกติขนาด 2.5 ลิตร ในรุ่นใหม่นี้ ได้มีการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น แม้จะเป็นรถอเนกประสงค์ที่เน้นความหรูหราก็ตาม แต่ก็สามารถเลือกเครื่องยนต์เทอร์โบเป็นออปชั่นเสริมได้ด้วย

แต่ทว่าระบบเทอร์โบ ขนาด 2 ลิตรของรถที่อยู่ในเครื่องยนต์ E250 Avant Garde Sport ของ E-Class นั้น มีชัยเหนือกว่า Crown เพราะคุณสมบัติของเครื่องเทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ปกติขนาด 3.5 ลิตร ฉะนั้นจึงสามารถทำรอบได้เร็วกว่าในช่วงการขับขี่

ประโยชน์ได้ที่รับจากเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร ชนิดสี่สูบเรียง ที่อยู่ใน New Crown นั้น คือเครื่องยนต์ไฮบริดที่มีการพัฒนาโดยใช้เบสมาจากเครื่องยนต์ E-Class E350e Sport Avant-Garde  เบนซินเทอร์โบขนาด 2 ลิตร และเครื่องยนต์ E220 Avant-Garde เทอร์โบคลีนดีเซลขนาด 2 ลิตร

เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร ของ New Crown ช่วยให้สามารถขับขี่ได้อย่างสนุก ซึ่งเครื่องรุ่นปัจจุบันที่ขาดตรงจุดนี้ไป ส่วนของ E220d Avant-Garde เทอร์โบคลีนดีเซลคู่แข่ง มีพละกำลังของการทำรอบเครื่องยนต์ที่มาก มีเสถียรภาพของการทำรอบในช่วงความเร็วสูง จึงสามารถขับขี่ได้มีความลื่นไหลและน่าประทับใจ เครื่อง E350e Sport Avant-Garde ส่วนของสัมผัสในขณะที่มอเตอร์รถกำลังสตาร์ทจนเครื่องติดยังรู้สึกหยาบกร้าน ขาดความต่อเนื่อง

New Crown รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด V6 ขนาด 3.5 ลิตรให้สมรรถภาพที่เกินเป้า เมื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์เบนซินปกติออกมา จะสามารถทัดเทียมกับเครื่อง 4.5 ลิตร หากเป็น E-Class รุ่น E400 จะมีการติดตั้งระบบ 4MATIC Exclusive ร่วมกับทวินเทอร์โบขนาด 3.5 ลิตร

ให้เปรียบเทียบกันตรงๆ คงเป็นการยาก แต่หากเอาเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 2 ลิตรรุ่นขายดีเป็นตัวตั้ง และคำนึงถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบคลีนดีเซลขนาด 2 ลิตร ของ E-Class กับเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตรของ Crown แล้ว ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยของ E-Class จะมีจุดแข็งมากกว่า

ผู้ชนะE-Class

New Crown Vs E-Classเปรียบเทียบความสมบูรณ์ของระบบควบคุมทิศทางและกำลังเครื่องยนต์

รุ่น Crown ได้มีการปรับปรุงระบบแฟลตฟอร์มขึ้นมาใหม่ ระบบรักษาความปลอดภัยขณะขับขี่จึงมีการพัฒนาที่สูงขึ้น มีการตอบสนองที่ถูกต้องมากขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งพวงมาลัยและล้อ ทำให้สามารถบังคับทิศทางของรถได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ในการขับรถทางตรง ล้อหลังสามารถเกาะถนนได้ดี รวมถึงออกตัวได้รวดเร็ว ซึ่งผสมผสานกันระหว่างความปลอดภัย และความนุ่มนวล รถที่มีสัมผัสของความนุ่มนวล นอกจาก Crown แล้ว เอกลักษณ์เช่นนี้ก็สามารถพบได้ในรถสัญชาติเยอรมันที่ใช้ชิ้นส่วนประกอบจากญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

จากการทดสอบ รถที่มีความมีเสถียรภาพในขณะวิ่งที่ดีสุด คือรถรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร และ เครื่องยนต์ปกติเทอร์โบขนาด 2 ลิตร ชนิด 4 สูบเรียง ในรถเครื่องยนต์ V6 ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร แม้จะมีระบบ RS Advance ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์ แต่ด้วยความที่เครื่องยนต์ต้องใช้กำลังขับเคลื่อนที่มาก และตัวรถมีน้ำหนักถึง 1870 กิโลกรัม ทำให้รถสามารถทำความเร็วได้ช้า ในระบบช่วงล่างของ New Crown เครื่องยนต์ปกติ สามารถรีดประสิทธิภาพได้เฉียดๆ เทียบเท่า 4 ลิตร ในเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร ด้วยความที่มีขุมพลังเทียบเท่า 4.5 ลิตร เมื่อได้ขับแล้ว จะติดใจจนหยุดซิ่งไม่ได้เลยทีเดียว

ขุมพลังที่อยู่ใน E-Class มีให้เลือกไปถึงเครื่องขนาด 5.5 ลิตร และใน E-Class รุ่นปัจจุบันรวมถึงรุ่นที่เป็น AMG เครื่องขนาด E400 ขึ้นไปจะใช้ระบบช่วงล่างขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD รถที่เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง 2WD เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V12 ขนาด 6 ลิตร ที่ให้แรงบิดสูงสุด 102 กิโลกรัม-เมตร คือรถรุ่นที่อยู่ในไลน์  AMG SL65

ผู้ชนะE-Class

New Crown vs E-Class|เปรียบเทียบสัมผัสการขับขี่

ใน New Crown รถรุ่นรหัส G และ S ที่มีล้อขนาด 17 นิ้ว ทำให้มีความความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่ในรุ่น RS ที่มีล้อขนาด 18 นิ้ว ขณะที่วิ่งไปบนถนน จะยังให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างกระด้างอยู่ ในรุ่น RS ได้มีการติดตั้งระบบป้องกันการสั่นสะเทือนแบบปรับเปลี่ยนตามสภาพถนน หรือที่เรียกกันว่า AVS ร่วมกับการปรับโหมดการขับขี่เป็นแบบ Comfort แล้ว จะช่วยให้สามารถขับผ่านถนนขรุขระได้อย่างราบเรียบ แต่เมื่อรถเข้าโค้ง ผู้โดยสารจะยังคงสัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงจากการเลี้ยวอยู่ ในเรื่องกำลังแรงม้าและประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างนั้น E-Class สามารถทำได้ยอดเยี่ยม และในเรื่องของสัมผัส รวมถึงความปลอดภัยขณะขับขี่ E-Class จะให้ศักยภาพที่สูงกว่า Crown

ผู้ชนะE-Class

New Crown vs E-Classเปรียบเทียบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและระบบสำหรับช่วยเหลือขณะขับขี่

อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย รวมถึงระบบสำหรับช่วยเหลือการขับขี่ ในรุ่น Crown มีการติดตั้งมาอย่างครบเครื่อง

นอกจากนี้ ใน E-Class เมื่อเปิดระบบ Active Steering Assist จะสามารถช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ และในสภาพที่ผู้ขับปล่อยมือจากพวงมาลัยในขณะที่รถวิ่งอยู่นั้น เมื่อผ่านป้ายจราจร รถจะสามารถหยุดเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ขับไม่ต้องบังคับอะไรใดๆ

ผู้ชนะE-Class

New Crown vs E-Classเปรียบเทียบอัตราสิ้นเปลืองการบริโภคพลังงาน

จากการทดสอบ เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูงสุดคือ เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2 ลิตร เทียบจำนวนกิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งลิตร Crown สามารถวิ่งได้ 12.8 กิโลเมตร-ลิตร ส่วนเครื่อง E250 Sport Avant-Garde ของ E-Class สามารถวิ่งได้ 14.9 กิโลเมตร-ลิตร ระบบการคำนวนอัตราสิ้นเปลืองการบริโภคน้ำมัน ถูกสร้างขึ้นมาโดยกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น แต่ E-Class ซึ่งเป็นรถสัญชาติเยอรมันนั้นได้คว้าตำแหน่งของผู้ชนะไป

ผู้ชนะE-Class

New Crown vs E-Classเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางด้านราคา

New Crown RS Advance เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2 ลิตร สนนราคาอยู่ที่ 5,594,400 เยน (1,635,385 บาทไทย) ส่วน E-Class E250 Sport Avant-Garde จะสนนราคาอยู่ที่ 7,880,000 เยน (2,303,292 บาทไทย)

แม้ E-Class จะมีราคาสูงกว่าประมาณ 2,290,000 เยน (ราวๆ 667,000 บาท) แต่ก็มีการติดตั้งฟังก์ชั่นการขับขี่เพิ่ม หากจะประหยัดเงินไม่ซื้อออปชั่น ราคาจะถูกลงอีกอยู่ที่ประมาณ 1,800,000 เยน (ราวๆ 526,179 บาทไทย)  อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกันระหว่างราคา ออปชั่น และเครื่องยนต์ Crown จะให้ความคุ้มค่ากว่า

ผู้ชนะNew Crown

New Crown vs E-Classสรุป

Crown รุ่นปัจจุบัน ประสิทธิภาพเช่น ความปลอดภัยในช่วงการขับขี่ความเร็วสูงจะด้อยกว่า E-Class มาก ทว่า Crown ในการขับที่อัตราความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร-ชั่วโมง ผู้ขับขี่จะได้ความรู้สึกที่เพลินเพลินเป็นอย่างมาก  เครื่องยนต์ให้อัตราเร่งที่ดี มีฟีเจอร์การขับขี่มีความสะดวกสบาย  เเละเป็นรถที่เหมาะสมกับสภาพจราจรของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเเล้ว เมื่อผ่านมาถึงจุดๆนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี New Crown จึงเป็นรถที่ได้รับ Full Model Change โดยที่ไม่มีการลดทอนด้านแก่นของประสิทธิภาพเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งอย่างที่โดนมองข้ามไป ซึ่งนั่นก็คือ ผู้ใช้รถนั้นย่อมแก่ตัวไปตามกาลเวลา และรถยนต์รุ่น Crown ที่อยู่ในจำพวกซีดานนี้มีความเป็นรถต่างประเทศสูงขึ้น ทำให้ความเป็นญี่ปุ่นในรถคันนี้ได้เลือนหายไป Crown เป็นซีดานระดับหรูที่อยู่ในตลาดรถยนต์ราคาแพง หากปัจจุบันตลาดรถตระกูลซีดานขายได้แค่จำนวนน้อยคัน อาจพลอยทำให้รุ่น Crown ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ดีได้

ฉะนั้น Toyota จึงได้ฉวยโอกาสในขณะที่รถซีดานจากผู้ผลิตยานยนต์นำเข้า เช่น Mercedez Benz กำลังครองตลาด เพื่อปรับเปลี่ยน Crown ใหม่ มาสู้กับรุ่น E-Class รถคันนี้ นอกจากประสิทธิภาพการขับขี่จะดีรอบด้านแล้ว และยังมีการพัฒนาขึ้นของฟังก์ชั่นรักษาความปลอดภัยด้วย แต่ทว่าความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Crown นั้นก็ได้ลดหายลงไป

แต่กระนั้นเอง  New Crown ในรุ่น SC ที่ใช้ขุมพลังไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร และรุ่น RS ที่ใช้ขุมพลังเทอร์โบขนาด 2 ลิตร เป็นรถซีดานหรูที่มีคุณค่าแก่การซื้อมากที่สุด รถยนต์ในระดับราคาที่ไม่เกิน 6,000,000 เยน (ราวๆ1,800,000 บาทไทย) Crown จึงเป็นรถที่แนะนำเป็นอย่างมาก

กลับกัน รถยนต์ที่อยู่ในงบประมาณของช่วงราคา 7,500,000 เยนถึง 8,000,000 เยน (ราวๆ 2,200,000 บาทถึง 2,400,000 บาทไทย) E-Class ก็เป็นรถยนต์ที่น่าเก็บไปคิดเป็นตัวเลือกเช่นเดียวกัน สรุปแล้ว ทั้ง E-Class และ New Crown เป็นรถน่าจับตามองเป็นพิเศษในขณะนี้

ผู้ชนะNew Crown

Comments

comments


Close