กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


MotorTravel

รีวิวVolvo xc60 D4 บนทาง Off road

      Volvo XC60 D4 AWD Momentum มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ขนาด 1,969 ซีซี ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบ แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ เคลมตัวเลขจากโรงงานอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที

   ติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ ‘Drive-E’ ขับเคลื่อนด้วย ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมระบบ’Geartronic’ ถ่ายทอดกำลังลงสู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับเคลื่อนเป็นรูปแบบต่างๆได้อย่างง่ายดาย โดยการควบคุมผ่านปุ่ม ‘Drive Mode’ ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง

   เมื่อเคลื่อนตัวออกไปก็สัมผัสได้ถึงพละกำลังจากเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 190แรงม้า แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นตัวเดียวกันกับ xc60 รุ่นเดิม และใน S90 แต่ก็ตอบสนองได้ดี ที่เรียกใช้งานแรงบิดได้ตั้งแต่ในรอบต่ำ โดยในช่วงขับในเมืองความเร็วไม่มากก็ให้ความนุ่มนวลส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเมื่อต้องการใช้ความเร็วเพียงเติมคันเร่งลงไปก็สามารถทำอัตราเร่งได้อย่างทันใจ

ส่วนในเรื่องความรู้สึกในการขับขี่ พวงมาลัยสามารถเลือกปรับน้ำหนักได้ตามต้องการ หรือจะปรับตามโหมดที่ใช้ขับขี่ก็ได้ โดยถึงตัวรถจะเป็นแบบ SUV แต่ก็ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ เรียกว่าพละกำลังก็ทำได้แบบหลังติดเบาะได้เหมือนกัน และอีกจุดเด่นของรถคันนี้ นอกจากระบบขับเคลื่อน AWD ที่เกาะหนึบแล้วก็คือ ระบบเบรกที่สามารถตอบสนองได้อย่างมั่นใจทุกครั้งที่ต้องใช้งาน

       All-New Volvo XC60 ได้เพิ่มเติมความเหนือชั้นขึ้นไปอีกกับระบบ  Pilot Assist II เทคโนโลยีการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ โดยระบบจะเข้ามาควบคุมตัวรถให้สามารถโลดแล่นไปอย่างอัตโนมัติ ได้จนถึงความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม.

     พร้อมด้วย 3ฟังก์ชั่นการทำงานเพื่อความปลอดภัยรูปแบบใหม่ ที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารด้วยประสิทธิภาพและการดูแลขั้นสูงสุด ด้วยการเพิ่มระบบ Steer Assist ในการทำงานของ City Safety System รวมถึงระบบ Oncoming Lane Mitigation ที่จะทำงานร่วมกับระบบควบคุม พวงมาลัยเพื่อหักหลบรถที่วิ่งสวนมา หรือหักกลับเลนเดิมเมื่อมีรถเวลาเราเปลี่ยนเลนแล้วมีรถขับแซงขึ้นมา

   New Volvo XC60 ช่วงล่างได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจาก XC60 รุ่นเดิมค่อนข้างมาก มีระบบกันสะเทือนหน้าเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ Integral Link และ Composite Transverve Leaf Spring พร้อมเหล็กกันโคลง 

      Xc60 ใหม่ ใช้พื้นฐาน SPA เช่นเดียวกันกับvolvoXC 90 และ S90 แต่ด้วยบอดี้ที่มีน้ำหนักเบากว่า และเล็กกว่าจึงมีความคล่องตัวในการใช้งานในเมือง   แต่เมื่อขับรถออกนอกเมือง ขับในย่านความเร็วสูงขึ้นมา ก็ยังคงให้ความรู้สึกหนักแน่นและมั่นคงในการขับขี่ และด้วยระบบช่วยการเข้าโค้งtorque-vectoring systemที่เพิ่มเข้ามาใน xc60 รุ่นใหม่นี้(xc60รุ่นเดิมไม่มี และในไทยจะไม่มีระบบขับเคลื่อน4ล้อ) ทำให้การเข้าโค้งเป็นไปด้วยความมั่นใจ เลี้ยวสั่งได้ไปตามพวงมาลัยที่เราหัก ซึ่งระบบนี้จะช่วยเบรคล้อที่อยู่ด้านใน แล้วเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ไปยังล้อที่อยู่ด้านนอก

 

    แต่Volvo xc60 D4 momentum คันนี้เราได้ลองขับหลังจาก ได้ขับตัวเครื่องยนต์ t8 Twin Engine Plug in Hybridที่มีช่วงล่างแบบsport R Design ทำให้เห็นความแตกต่างค่อนข้างมาก  ในรุ่น R-design ช่วงล่างเป็น sport chassis คือ มีโช้คอัพ ชุดสปริงคนละตัว  และเหล็กกันโคลงก็มีขนาดใหญ่กว่า ที่ทั้งหนึบและนุ่มกว่าใน D4 momentum

     OFF ROAD REVIEW

        วันนั้นพอดีเป็นวันตรงกับที่มีการอบรมหลักสูตรการขับขี่ออฟโรด ของ  Spirit Of The 4×4 driving School พอดี จึงโทรหาพี่ป้อม คุณสุกานดา ปภัสร์พงษ์ น้องสาวคุณขวัญชัยปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัทสื่อสากล ซึ่งเป็นผู้ดูแล ในส่วนของนิตยสารโฟวิล และเป็นผู้ดูแล โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

แต่ตอนที่โทรถาม  คุณป้อมบอกว่าวันนี้เป็นหลักสูตรสำหรับ รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อชนิด Part Time และช่วงนี้ฝนตกทุกวัน สนามเละมาก Volvo xc60 ซึ่งเป็น รถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบพาร์ทไทม์ไม่น่าจะไหว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี Subaru foresterพี่เขาก็ยังปฏิเสธ แต่ผมได้เห็นคลิปVolvoจากต่างประเทศ ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหา ก็เลยบอกพี่ป้อมว่า จะขอแวะไปที่สนาม

บอกตรงๆว่า แม้ว่าตัวเองจะเป็นนักเรียนเก่าของที่นี่ ขับรถ Pajero Sport ท่องเที่ยวทางออฟโรดขึ้นเขาลงห้วยมากกว่า10 ปี( แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีวิวสวยงามนะครับไม่ใช่ เข้าป่าไปลุย) แต่กับรถ Volvo ก็เพิ่งมาขับครั้งนี้เป็นครั้งแรก และในเมืองไทยก็ยังไม่เคยเห็นใครเอารถวอลโว่ มาลุยอย่างสมบุกสมบันมาก่อน แต่ในความคิดของตัวเองก็มั่นใจว่ารถยนต์วอลโว่ XC60 D4 คันนี้ ต้องผ่านอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอน

     พี่ป้อมได้แจ้งว่าสนามยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% ฝนที่ตกลงมามากในช่วงฤดูฝน ทำให้หลายๆสิ่งที่คาดการณ์ไว้ ไม่เป็นไปตามแผน โชคดีวันที่เราไปช่วงเช้าฝนไม่ตก แต่ก่อนหน้านี้ฝนตกทุกวัน ทางในสนามจึงเละอยู่พอสมควร ตอนที่ไปถึงก็เห็นรถนิสสันนาวาร่าโฟวิล ติดโคลนอยู่ครึ่งล้อที่โซนด้านใน ต้องใช้รถอีกคันนึงช่วยดึงขึ้นมา ซึ่งผมก็มองแล้วว่า พื้นถนนโซนด้านในนั้นเละจริงๆ   VolvoXC60 คันนี้ก็คงไม่รอด แต่สนามด้านนอกคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา

   เราจึงเตรียมพร้อมโดยการปรับเป็นโหมดออฟโรด (Off Road)

  • สำหรับการ​ยึด​เกาะ​ถนน​สูงสุด​ของ​รถ​เมื่อ​ขับ​ขี่​ใน​ภูมิ​ประเทศ​ที่​ยากลำบาก​และ​บน​ถนน​ที่​สภาพ​ไม่ดี

โหมด​การ​ขับ​ขี่​โหมด​นี้​จะ​ปรับ​ระยะห่าง​ของใต้ท้องรถจาก​พื้น​ให้สูง(ช่วงล่างแบบ Air suspensionในบ้านเราไม่มี)​, การ​บังคับ​เลี้ยวพวงมาลัย​จะเบาขึ้น​, ใช้​การ​ขับเคลื่อน​ทุก​ล้อ ,​ระบบ​ควบคุม​ขณะ​ขับ​ลง​ทาง​ลาดชัน (Hill Descent Control) จะทำงาน และ​ฟังก์ชันนี้ จะทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. และหากความเร็วสูงขึ้น จะเปลี่ยนเป็นโหมด Comfort โดยอัตโนมัติ  ​ฟังก์ชัน Start/Stop ถูก​ยกเลิก​การทำงาน  โดยเครื่องยนต์จะทำงานมากขึ้นส่งพลัง ไปยังล้อทั้ง 4 เพื่อข้ามอุปสรรค และปรับการทำงานของเกียร์และเบรค ให้เข้ากับสถานการณ์ที่อยู่ข้างหน้า

        เริ่มต้นจากสถานีเนินสลับ  ซึ่งเราพบได้บ่อยเมื่อเราเดินทางท่องเที่ยวในทางoff road  ซึ่งในรถขับเคลื่อน2 ล้อ ปกติถ้ามีล้อใดล้อหนึ่งสัมผัสถนนได้ไม่เต็มที่ รถก็จะไม่สามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้  ในรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบPart Timeรุ่นเก่า ที่แบ่งกำลังล้อหน้าล้อหลัง 50 ต่อ 50 เมื่อเจออุปสรรคเดินสลับ ที่มีหลุมค่อนข้างลึก และทางค่อนข้างชัน เมื่อมีล้อ 2ล้อไม่สัมผัสพื้นก็จะผ่านอุปสรรคนั้นไม่ได้เช่นกัน

แต่ในรถ volvo xc60 D4 คันนี้ หรือ รถPPV รุ่นใหม่ๆ ก็จะมี Diff lock หลักการของมัน ก็คือจะตัดการทำงานของล้อที่ลอยขึ้นจากพื้นถนน และส่งแรงบิดมายังล้อด้านที่มีแรงเสียดทานที่สัมผัสพื้นอยู่ แต่ความฉลาดของการทำงานของรถแต่ละยี่ห้อ การส่งกำลังก็แตกต่างกัน เนินสลับในสนามนี้ ออกแบบมาเพื่อการเรียน หลุมไม่ได้ลึกมากและก็ไม่ใช่ทางชัน ขณะขับแค่เพียงเลี้ยงรอบ เครื่องยนต์ อย่าเร่งมากเกิน รถก็ค่อยๆผ่านอุปสรรคมาได้อย่างสบายๆ

  จากนั้น ก็เป็นสถานีทดสอบองศามุมประชิด/มุมจาก การออกแบบของสเกิร์ตหน้าของรถทำได้ดี เวลาขับรถลงเนิน กันชน ไม่สัมผัสพื้นดินในสนาม มุมเอียง ที่ล้อด้านซ้ายไต่ขึ้นเนินทำให้ล้อซ้ายด้านหลังลอย ก็สามารถข้ามไปได้อย่างสบายๆ

สุดท้ายก็มาถึงไฮไลท์ของสนาม ก็คือขับรถ ขึ้นภูเขาจำลองสูงกว่า 10 เมตร ซึ่งตอนแรกพี่ป้อมก็บอกว่า อย่าขึ้นดีกว่า เพราะพื้นถนนเละและลื่นมาก ผมก็เลยลงไปเดินสำรวจดูโชคดีที่เมื่อเช้าฝนไม่ตก ช่วงกลางๆของทางขึ้น พื้นดินแค่ชื้นๆไม่ถึงขนาดพื้นดินเละมีน้ำขัง ก็เลยขอพี่ป้อม ไหนๆก็มาแล้วขอลองซะหน่อย ทางขึ้นเขาจำลองลูกนี้ชันเอาเรื่องเหมือนกัน น่าจะพอๆกับเนินสุดท้ายของเขากระโจมที่เคยขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่ความยากของเขากระโจม มันมี เนินสลับ อยู่ด้วยเคยใช้ Pajero Sport ใส่ยาง All terrain ขับขึ้นไป ตอนนั้นขนาดเป็นฤดูหนาวพื้นถนนแห้ง เจอเนินสลับก็ขึ้นไม่ได้ ต้องถอยลงมาหาไลน์ใหม่ ถึงจะผ่านไปได้ แต่ถ้าเป็นฤดูฝน หมดสิทธิ์แน่นอน

 

  รอบแรกออกตัวที่ตีนเขา ค่อยๆเร่งเครื่องขึ้นมารักษาระดับรอบของเครื่องยนต์ไว้ แต่พอขับรถได้มาครึ่งทาง ยางรถสแตนดาร์ดคันนี้ ก็หมุนฟรี 4 ล้อไม่สามารถขึ้นมาได้ เลยเข้าเกียร์ Rแล้วค่อยๆถอยหลังลงมา ตั้งหลักใหม่ ในสถานการณ์จริงต้องตั้งสติ ห้ามเบรกจนล้อล๊อคให้รถไหลลงมาเองหรือเข้าเกียร์ Nเพราะจะทำให้รถเสียการควบคุม

รอ 2เอาใหม่ ตั้งหลักประมาณ 40 เมตร ค่อยๆเร่งเครื่องขึ้นส่งขึ้นไป พื้นถนนที่ค่อนข้าง เรียบไม่มีหลุมหรือเนิน มีบางช่วงที่ล้อปั่นฟรีเพราะเป็นดินหางหมูอยู่พอสมควร  แต่สุดท้ายเราก็พารถขึ้นสู่จุดสูงสุดของสนามไปได้

ยางรถเป็นส่วนสำคัญมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นยาง all terrainที่มีดอกยางลึกขึ้น แต่ยังคงมีสมรรถนะ ที่ดีในทางเรียบอยู่ หรือเป็นยาง mud terrain ที่เป็นบั้งๆ ก็คงผ่านอุปสรรค ไปได้ง่ายกว่านี้ แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยเห็นรถวอลโว่ คันไหน โดยเฉพาะในรถรุ่นใหม่ๆ เปลี่ยนยางไว้สำหรับลุยเลย

 

 

 

         สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ป้อม คุณสุกานดา ปภัสร์พงษ์ และคุณครูทุกท่าน ที่สร้างโรงเรียน พัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อขึ้นมา ซึ่งปัจจุบัน ผลิตนักเรียนมากว่า 140 รุ่น และยังจำ ให้ต้อนรับศิยษ์เก่าคนนี้เป็นอย่างดี
      หลักสูตรอบรมของที่นี่แบ่งเป็น หลักสูตรพื้นฐาน สำหรับรถ Part Time และ full Time ซึ่งแยกวันเรียน กับหลักสูตร Advance สำหรับรถ part time

 

หลักสูตรพื้นฐาน

    ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้เรียนรู้วิธีการใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME อย่างถูกต้องทั้งภาคทฤษฎี ฝึกฝน และปฏิบัติ ในสนามจำลอง ซึ่งมีอยู่ 15 สถานี และสนามจริงทั้งภาคเช้าและภาคกลางคืน ทั้งนี้เรายังจัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่องการเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฯ จากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ด้วย

หลักสูตรขั้นสูง

     ผู้เข้าฝึกอบรมซึ่งได้ผ่านการอบรมจากหลักสูตรขั้นพื้นฐาน (BASIC) มาแล้ว จะได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อให้สามารถผ่านอุปสรรคที่ไม่ธรรมดาสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ เช่น เครื่องมือในการฉุดลาก (รอกไฟฟ้า) วินซ์ (WINCH) แม่แรงสูง (HIGH LIFT JACK) ฯลฯ รวมทั้งได้ฝึกฝนปฏิบัติจริงในสนามจำลอง ซึ่งมีอยู่หลายสถานี ทั้งนี้การอบรมขั้นสูงจะได้รับประสบการณ์การทำงานร่วมกันเป็น TEAM WORK อีกด้วย

ท่านไหนสนใจ คลิกไปดูรายละเอียดได้ที่

https://web.facebook.com/Spirit4x4/

 

Comments

comments


Close