กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


MotorTravel

คนใช้รถควรรู้ “การดูแลปั๊มติ๊ก”ส่วนที่สำคัญมากของระบบเชื้อเพลิง

      ปั๊มติ๊ก คือชื่อของปั๊มน้ำมันเพลิงในรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน สำหรับชื่อเรียกของมันนั้นเหตุมาจากลักษณะการทำงานของมัน ที่ใช้หลักการตัดต่อกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้แผ่นไดอะแฟรมขยับตัวเข้าออก เมื่อประกอบเข้ากับชุดลิ้นปิด-เปิด การขยับตัวของแผ่นไดอะเฟรมจะเกิดแรงดูด และแรงดันทำให้สามารถดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังเชื้อเพลิงป้อนให้กับระบบเชื้อเพลิงได้ เพราะเหตุนี้การทำงานของมันจึงมีเสียงดัง ติ๊กๆ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ปั๊มติ๊ก นั่นเอง

แต่รถสมัยนี้ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ปั๊มเชื้อเพลิงแบบขับด้วยเฟือง และมอเตอร์ไฟฟ้าประกอบเป็นชุดเดียวกันกับชุดลูกลอยวัดระดับน้ำมัน และติดตั้งอยู่ในถังน้ำมันเชื้อเพลิง

ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญของระบบเชื้อเพลิง โดยมีหน้าที่หลักคือ ปั๊มเอาน้ำมันจากถังเพื่อจ่ายให้กับรางหัวฉีดนั่นเองครับ นอกจากปั๊มน้ำมันจะต้องสามารถจ่ายน้ำมันในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ก็ต้องสามารถสร้างแรงดันได้อย่างเหมาะสมด้วย

รถยนต์เบนซินส่วนบุคคลในยุคปัจจุบันนั้น เกือบทั้งหมดจะมีการติดตั้งปั๊มติ๊กไว้ในถังน้ำมัน ข้อดีประการแรกก็คือว่า การนำเอาปั๊มไปจุ่มไว้ในน้ำมัน ถือเป็นการระบายความร้อนที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว เนื่องจากว่า ปั๊มประเภทนี้ มีท่อดูดจุ่มอยู่ในถังโดยตรง จึงสามารถลดการเกิดไอของน้ำมันในขณะดูดได้

ปั๊มติ๊กประเภทที่สองนี้ จะถูกวางไว้นอกถังน้ำมันเชื้อเพลิง  สามารถสร้างแรงดันเพื่อส่งไปยังรางหัวฉีดได้มากกว่านั่นเอง โดยปกติแล้ว ปั๊มที่วางไว้นอกถังส่วนใหญ่จะเป็นปั๊มติ๊กซิ่งที่ดัดแปลงใส่รถแข่ง ซึ่งจะมีความสามารถในการสร้างแรงดันน้ำมันที่มากกว่าปั๊มติ๊กจากโรงงาน

การสังเกตว่า ปั๊มติ๊ก ของเราเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

  1. เครื่องสะดุดที่ความเร็ว(คงที่) เนื่องจากปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพแรงดันจึงขาดช่วงหรือทำให้สร้างแรงดันไม่ถึงค่าที่เหมาะสมได้ในบางครั้ง
  2. สตาร์ทแล้วเครื่องสะดุด/กระตุก เนื่องจากปั๊มติ๊กไม่สามารถส่งน้ำมันที่มีแรงดันที่เหมาะสมตามความต้องการของระบบได้เพียงพอในการผสมกับอากาศเพื่อเกิดการเผาไหม้ส่งผลให้เกิดการสะดุด/กระตุกระหว่างการติดเครื่อง
  3. เครื่องไม่มีกำลังหรือกระตุกเมื่อขับรถขึ้นทางชันหรือใช้ลากจูง เพราะปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ สภาวะปกติจึงสามารถสูบน้ำมันจ่ายให้ระบบด้วยแรงดันปกติได้ แต่เมื่อระบบต้องการน้ำมันมากขึ้น/แรงดันมากขึ้น ปั๊มติ๊กจะไม่สามารถ support ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของระบบได้
  4. เครื่องวูบเมื่อวี่งด้วยความเร็วคงที่ สาเหตุของอาการนี้มาจาก(ความต้านทาน)มอเตอร์ในปั๊มติ๊กเสื่อมสภาพ ปั๊มจึงไม่สามารถรักษาแรงดันให้เสถียรตามค่าปกติ (คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการนี้เกิดจากกรองน้ำมันเบนซินเสื่อมสภาพ)
  5. รถสตาร์ทไม่ติด ถ้าเจ้าของรถเพิกเฉยอาการที่เป็นสัญญาณเตือนข้างต้น สุดท้ายก็จะมาจบที่อาการนี้ นั่นคือปั๊มติ๊กเสียหรือไม่ทำงานแล้ว เมื่อสตาร์ทยังได้ยินเสียงไดสตาร์ทและเครื่องยนต์ทำงานแต่ไม่มีน้ำมันฉีดเข้าระบบ ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิงได้ที่ฟิวส์ว่าขาดหรือไม่ ถ้าฟิวส์ไม่ขาด ตรวจสอบแรงดันของระบบ ถ้าไม่มีแรงดันแสดงว่าปั๊มติ๊กไม่ทำงาน
  6. สำหรับรถติดแก๊ส ถ้าสตาร์ทด้วยน้ำมันไม่ติด แต่สตาร์ทด้วยแก๊สติด แสดงว่าปั๊มติ๊กมีปัญหาแน่นอน

ทำอย่างไรให้ปั๊มติ๊กอยู่คู่กับรถเราไปนานๆ

  1. ควรเติมน้ำมันที่สะอาด/มีคุณภาพ เพราะจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมไปอุดตันหรือสร้างความเสียหายที่ตัวปั๊มติ๊ก  นอกจากนั้นแล้ว น้ำมันที่ไม่มีคุณภาพยังทำให้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการตันได้เร็วอีกด้วย
  2. ควรเติมน้ำมันให้มากกว่าระดับ ¼ ของถังอยู่เสมอ น้ำมันนอกจากจะช่วยระบายความร้อนให้ปั๊มติ๊กแล้ว ยังถือเป็นของเหลวที่ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในปั๊มด้วย ถ้าหากว่า ในถังน้ำมันมีน้ำมันน้อยเกินไป เวลาที่ขับรถขึ้นลงสะพาน หรือเนินต่างๆ นั้น น้ำมันเป็นของเหลว ดังนั้นน้ำมันจะถ่ายเทไปยังจุดต่ำสุด ทำให้ในบางครั้งปั๊มติ๊กไม่สามารถดูดน้ำมันขึ้นมาได้ แต่จะดูดเอาอากาศเข้ามาแทน จึงทำให้ปั๊มเชื้อเพลิงเกิดการเสียหายได้ในที่สุด
  3. ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าที่ค้างออกแล้วเติมน้ำมันใหม่เข้าไป
  4. สำหรับรถติดแก๊ส ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำมันบ้าง เนื่องจากกรองเบนซินตันหรือเสีย ก็จะมีอาการคล้ายๆปั๊มติ๊กเสีย คือสตาร์ทไม่ติดบ้าง หรือสตาร์ทติดแต่กระตุก ดังนั้นถ้าพบว่ากรองเบนซินตันหรือเสียควรรีบเปลี่ยน
  5. เปลี่ยนไส้กรองเชื้อเพลิงตามระยะ  แต่ในรถบางยี่ห้อ เช็คระยะ จะไม่มีการเปลี่ยนไส้กรองเชื้อเพลิง บางรุ่นอาจจะต้องเปลี่ยน ทางไส้กรองและปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมกันเลยทีเดียว

Comments

comments


Close