กดติดตาม ข่าวสารรถยนต์ เพียงกด Like ด้านล่างนี้


Mercedes Benz

Mercedes-Benz GLS biturbo V8 4.0 ลิตรพร้อม EQ Boost

      นับตั้งแต่ ปี 2007 ที่ Mercedes Benz ได้เปิดตัว Mercedes Benz GL-class รถ SUV ขนาดใหญ่ และได้มาเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น GLSในปี2016 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถ SUV ขนาดใหญ่และหรูหรา Mercedes Benz ได้เปิดตัว GLS ในงาน new york Auto Show ซึ่ง GLS ใหม่SUV7ที่นั่ง มาพร้อมกับพลังงานไฟฟ้า มีการอัพเกรดเทคโนโลยี และที่นั่งแถวสองแถวสามที่หรูหรามากขึ้นกว่าเดิม  เปิดตัวครั้งแรกในงาน 2019 New York Auto Show

   

    GLEใหม่  ซึ่งจะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานของ Mercedes ในอลาบามาสหรัฐอเมริกา GLS ใหม่นั้นมีรูปแบบการวิวัฒนาการที่ยังคงรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ

การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ให้ค่าสัมประสิทธิ์การลากเท่ากับ 0.32Cd พร้อมกับ“ ลดเสียงลมไม่ให้เข้าไปยังห้องโดยสาร ตามการออกแบบของ Gorden Wagener (เมื่อเปรียบเทียบ กับGLS ก่อนหน้า 0.35Cd )

มิติตัวถังที่ความยาว 5207 มม. และความกว้าง 1956 มม.ระยะฐานล้อ3,135 mm,  ฐานล้อเพิ่มขึ้น 60 มม. ทำให้ผู้โดยสารแถวที่สองมีพื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น 87 มม. ในขณะที่แถวที่สามนั้นกว้างกว่าเดิม ที่นั่งทั้งเจ็ดนั้นสามารถปรับได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์    GLS ใหม่นั้นยาวมากกว่าจากรุ่นก่อน 77 มม. และกว้างกว่า 22 มม. ยาวกว่าและกว้างกว่า GLE มากถึง 277 มม.  พื้นที่บรรทุกสัมภาระสูงสุดคือ 2,400 ลิตร

ในการเปรียบเทียบ Range Rover ระยะฐานล้อยาวเหยียดถึง 5200 มม.และกว้าง 1990 มม.

มิติขนาดตัวรถของ BMW X7 ใหม่นั้นตัวรถยาวถึง 5,151 มิลลิเมตร,กว้าง 2,000 มิลลิเมตรและสูง 1,805 มิลลิเมตร มีขนาดฐานล้อที่ยาวถึง 3,105 มิลลิเมตร

ยาวกว่าAudi Q7เกือบ 20 ซม

GLS ใหม่นั้นใช้แพลตฟอร์ม Modular High Architecture (MHA)  เช่นเดียวกับ GLE ซึ่งดัดแปลงมาจากแบบ MRA (Modular Rear Architecture)ที่ใช้กับC-Class , E-ClassและS-Class

การตกแต่งภายในของ GLS ได้รับการออกแบบใหม่  เช่นเดียวกับ GLE ใหม่มันมีจอแสดงผลแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วทัชแพด อินเทอร์เฟซ MBUX ของ Mercedes รองรับการควบคุมหน้าจอสัมผัสและการควบคุมด้วยเสียงร่วมกับแอพสมาร์ทโฟน Mercedes Me

ในการเปิดตัว Tuscaloosa, Alabama GLS ที่สร้างขึ้นในอลาบามานั้นมีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่

GLS 450 4MATIC

ถูกขับเคลื่อนโดยเทอร์โบชาร์จเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรแรงม้า 362 ที่ 5,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด500์ N-Mที่ 1,600 รอบต่อนาที ตามที่Mercedesเทคโนโลยี EQ Boost นั้นสามารถเพิ่มกำลังสูงสุดได้ถึง 21 แรงม้าและแรงบิด 184 ปอนด์ต่อวินาทีสำหรับระยะทางสั้นๆ

The GLS 580 4MATIC 
    biturbo V8 4.0 ลิตรพร้อมเทคโนโลยี EQ Boost แบบเดียวกัน แรงม้า 483 และแรงบิด 700 N-M จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 G-TRONIC และวางกำลังลงบนล้อทั้งสี่ล้อ 

Mercedes อ้างว่า 450 สามารถเป็น0ถึง 60ไมล์/ชม ใน 5.9 วินาทีในขณะที่ 580 สามารถวิ่งหนีจาก0ถึง 60 ในเวลา 5.2 วินาที ทั้งสองอย่างถูก จำกัด ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ความเร็วสูงสุด 130 ไมล์ต่อชั่วโมง


ทั้งสองรุ่นได้รับเพิ่มอีก 21 แรงม้าจากฟีเจอร์ EQ Boost ซึ่งเปิดใช้
EQ Boost เป็นเครื่องกำเนิดเริ่มต้นรวมและระบบไฟฟ้า onboard 48 โวลต์ มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยนำพลังงานที่สามารถส่งกลับไปยังแบตเตอรี่ นอกจากนี้ EQ Boost ยังช่วยลดความจำเป็นในการขับเคลื่อนด้วยสายพานซึ่งจะช่วยประหยัดพื้นที่และทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น ระบบไฟฟ้ายังสามารถช่วยการทำงานของคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศและปั๊มน้ำ



newGLS ให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่สะดวกสบายด้วยระบบกันสะเทือนและระบบลดแรงกระแทก  ระบบ AIRMATIC ได้รับการแก้ไขและปรับปรุงโดยเฉพาะสำหรับ GLS ใหม่ 2020 เป็นระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL ช่วยให้ตัวถังมั่นคงและนิ่งตลอดการขับขี่ ด้วยระบบ hydropneumatic เต็มรูปแบบ ทุกล้อเป็นอิสระต่อกัน ในระหว่างการเลี้ยวเข้าโค้ง GLS   ระบบกันสะเทือนใหม่นี้จะมีไมโครโปรเซสเซอร์คอยควบคุมปั้มไฮดรอลิก ช่วยในการรักษาสมดุลของตัวรถทุกมุม ทุกสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งเอียงซ้าย-ขวา หน้าทิ่ม-ท้ายยก หรือจังหวะยุบและยืดแนวดิ่ง ระบบจะช่วยรักษาเสถียรภาพให้ตัวรถนิ่ง เคลื่อนที่แบบไม่ไหวติงสุดความสามารถ

นอกจากนี้ All new Mercedes-Benz GLSยังมีระบบช่วยขับขี่ (Active Tailback Assist) ที่สามารถเร่ง-เบรกตามสภาพการจราจรและไม่ออกนอกช่องทางโดยอาศัยเรดาร์จับการเคลื่อนไหลของรถคันหน้าได้ด้วยความเร็วสูงสุด 60 ไมล์./ชม. แล้วก็มีระบบ  Active Brake Assist เพื่อเลี่ยงการปะทะกับรถที่สวนมาในฝั่งตรงข้ามขณะเลี้ยวหรือเข้าทางร่วมได้ หากระบบเห็นว่าชนแน่ๆ รถจะทำการเบรกอัตโนมัติ เป็นต้น

ทั้งสองรุ่นใช้ถัง AdBlue ขนาด 31.6 ลิตรและตัวกรองแอมโมเนียรองทำให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด 6d-Temp ของการทดสอบการขับขี่แบบ Real Driving Emissions Stage 2 ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020

Comments

comments


Close